บทที่7 หลักการจัดการศึกษาที่เป็นฐานคิดสากลและฐานคิดวิถีไทย
ระบบการจัดการศึกษา
แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ
1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษาหลักสูตรระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน
2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมายรูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
3. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคลประสบการณ์สังคมสภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ
การจัดการศึกษาในฐานคิดสากล
เป็นการศึกษาที่นำอาเนื้อหาที่มีการจัดระเบียบให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของบริบททางการศึกษาและมีการศึกษาแบบไม่ลำเอียง ทุกคนสามารถศึกษาได้เท่าเทียมกัน โดยการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงจากการศึกษาและได้กระด้วยการลงมือทำด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นเพียงแค่ผู้ให้คำปรึกษา และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเกิดจากการเรียนรู้ของนักเรียนเองซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของสังคมที่จำเป็นซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เสาหลักการศึกษาในฐานสากล แบ่งออกเป็น 4 เสาหลัก คือ
1. การเรียนเพื่อรู้ ( learning to know ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดกระบวนการเรียนรู้การแสวงหาความรู้และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิตกระบวนการเรียนรู้เน้นการฝึกสติ สมาธิ ความจำ ความคิด ผสมผสานกับสภาพจริงและประสบการณ์ในการปฏิบัติ
2. การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง ( learning to do ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนาความสามารถและความชำนาญรวมทั้งสมรรถนะทางด้านวิชาชีพสามารถปฏิบัติงานเป็นหมู่คณะปรับประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติงานและอาชีพได้อย่างเหมาะสมกระบวนการเรียนการสอนบูรณาการระหว่างความรู้ภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติงานที่เน้นประสบการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม
3. การเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่ร่วมกัน และ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ( learning to live together ) การศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุขมีความตระหนักในการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การแก้ปัญหา การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มีความเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเข้าใจความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อของแต่ละบุคคลในสังคม
4. การเรียนรู้เพื่อชีวิต ( learning to be ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกด้านทั้งจิตใจและร่างกายสติปัญญาให้ความสำคัญกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ภาษา และวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมศีลธรรมสามารถปรับตัวและปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเข้าใจตนเองและผู้อื่น
กิจกรรมมุ่งเน้นเเนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 ห่วง และ 2 เงื่อนไข โดย 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ส่วน 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม
– ธนาคารขยะ
-ปลูกผักสวนครัว
– ตลาดนัดพอเพียง
– ธนาคารโรงเรียน
กรอบทิศทางแผนการศึกษาในปัจจุบันและอนาคต
แนวคิดการจัดการศึกษา (Conceptual Design) ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ยึดหลักสำคัญในการจัดการศึกษาประกอบด้วยหลักการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) หลักการจัดการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมและทั่วถึง (InclusiveEducation)
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) และหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม (All for Education)
อีกทั้งยึด ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) ประเด็นภายในประเทศ (Local Issues) อาทิ คุณภาพของคนทุกช่วงวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ และวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม โดย นายุทธศาสตร์ชาติ (National Strategy) มาเป็นกรอบความคิดสำคัญในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ
การจัดการหลักการศึกษาสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา
แผนการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาการศึกษา 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
1.การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ
2. การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
3. การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
4. การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา
5.การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
6.การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา
ระบบการจัดการศึกษา
แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ
1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตรระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จ การศึกษาที่แน่นอน
2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมายรูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
3. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคลประสบการณ์สังคมสภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ
การจัดการศึกษาในฐานคิดสากล
เป็นการศึกษาที่นำอาเนื้อหาที่มีการจัดระเบียบให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของบริบททางการศึกษาและมีการศึกษาแบบไม่ลำเอียง ทุกคนสามารถศึกษาได้เท่าเทียมกัน โดยการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงจากการศึกษาและได้กระด้วยการลงมือทำด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นเพียงแค่ผู้ให้คำปรึกษา และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเกิดจากการเรียนรู้ของนักเรียนเอง ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของสังคมที่จำเป็นซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เสาหลักการศึกษาในฐานสากล แบ่งออกเป็น 4 เสาหลัก คือ
1. การเรียนเพื่อรู้ ( learning to know ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดกระบวนการเรียนรู้การแสวงหาความรู้และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิตกระบวนการเรียนรู้เน้นการฝึกสติ สมาธิ ความจำ ความคิด ผสมผสานกับสภาพจริงและประสบการณ์ในการปฏิบัติ
2. การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง ( learning to do ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนาความสามารถและความชำนาญรวมทั้งสมรรถนะทางด้านวิชาชีพสามารถปฏิบัติงานเป็นหมู่คณะ ปรับประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติงาน และอาชีพได้อย่างเหมาะสม กระบวนการเรียนการสอนบูรณาการระหว่างความรู้ภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติงานที่เน้นประสบการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม
3. การเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่ร่วมกัน และ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ( learningto live together ) การศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุข มีความตระหนักในการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การแก้ปัญหา การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มีความเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเข้าใจความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ประเพณีความเชื่อของแต่ละบุคคลในสังคม
4. การเรียนรู้เพื่อชีวิต ( learning to be ) การศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกด้านทั้งจิตใจและร่างกาย สติปัญญา ให้ความสำคัญกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ภาษา และวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม ศีลธรรมสามารถปรับตัวและปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเข้าใจตนเองและผู้อื่น
กิจกรรมมุ่งเน้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 ห่วง และ 2 เงื่อนไข โดย 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ส่วน 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม
– ธนาคารขยะ
-ปลูกผักสวนครัว
– ตลาดนัดพอเพียง
– ธนาคารโรงเรียน
กรอบทิศทางแผนการศึกษาในปัจจุบันและอนาคต
แนวคิดการจัดการศึกษา (Conceptual Design) ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ยึดหลักสำคัญในการจัดการศึกษาประกอบด้วยหลักการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) หลักการจัดการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมและทั่วถึง (Inclusive Education)หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) และหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม (All for Education) อีกทั้งยึด ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) ประเด็นภายในประเทศ (Local Issues) อาทิ คุณภาพของคนทุกช่วงวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ และวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม โดย นายุทธศาสตร์ชาติ (National Strategy) มาเป็นกรอบความคิดสำคัญในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ
การจัดการหลักการศึกษาสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา
แผนการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาการศึกษา 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
1.การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ
2. การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
3. การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
4. การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา
5.การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
6.การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา
บทที่8 ปรัชญาการประยุกต์ที่นำมาใช้ในการวัดและการประเมินผล
ความหมายและความสำคัญของการวัดและประเมินผล
ความหมายของการวัดและประเมินผลการศึกษา
การวัด (Measuresurement) คือ การกำหนดค่าเป็นตัวเลข สัญลักษณ์ ให้กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตามวิธีการของเครื่องมือที่กำหนดขึ้น
การประเมิน (Evaluation) คือ กระบวนการตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยการนำข้อมูลหรือผลจากการวัดมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
การวัดและประเมินผลการศึกษา (Measuresurement and Evaluation in Educations)
กระบวนการตัดสินคุณค่าในบริบทของขอบข่ายการศึกษา
– สื่อการสอน
– รูปแบบการสอน
– คุณภาพผู้เรียนและผู้สอน
– พฤติกรรมผู้เรียน
ความสำคัญของการวัดและประเมินผลการศึกษา
ในกลไกการศึกษาต้องอาศัยการวัดการประเมินผลการศึกษามาเกี่ยวข้องเพื่อนำมาตรวจสอบรูปแบบการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรการเรียนการสอน คุณภาพผู้สอน ผู้เรียนหรือสถานศึกษา ที่นำไปสู่การพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หลักการและแนวคิดของการวัดและประเมินผลการศึกษา
หลักการของการวัดและประเมินผลการศึกษา
1. วัดและประเมินผลให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย
2. ใช้เครื่องมือในการวัดและประเมินผลที่มีคุณภาพ
3. คำนึงถึงความยุติธรรม
4. การแปรผลให้ถูกต้องตามเกณฑ์
5. ใช้ผลจากการวัดและประเมินผลการศึกษาให้คุ้มค่า
แนวคิดของการวัดและประเมินผลการศึกษา
ในการจัดการศึกษาเราจะมีกรอบหรือแนวทางในการจัดการเรียนรู้ หรือที่เรียกว่า “หลักสูตรการเรียนการสอน” โดยมีการวัดและการประเมินผลมาเป็นตัวชี้หรือแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้เหล่านั้น
ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการวัดผลและประเมินผลการศึกษา
การวัดและการประเมินผลตามแนวทฤษฎีปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม
ด้านความรู้ : เน้นความสามารถทางสติปัญญาในด้านการจำ มากกว่าการคิด การใช้เหตุผล หรือความเข้าใจ
ด้านความดี : ผู้เรียนมีความเป็นเลิศทาง ด้านสติปัญญา มีความรู้ที่ได้มาตรฐาน มีความแม่นยำในเนื้อหา
การวัดผลและประเมินผลตามแนวทฤษฎีปรัชญาการศึกษาแบบอัตถิภาวนิยม
ด้านความรู้ : ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนต่อการให้รู้จักตนเอง เกี่ยวกับความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนในทุก ๆ ด้าน
ด้านความดี : ให้ความสำคัญผู้เรียนต่อการมีอิสรภาพและความรับผิดชอบต่อตนเองหรือได้พัฒนาความเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่
การวัดและประเมินผลตามแนวทฤษฎีปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม
ด้านความรู้ : การวัดผลการวัดความรู้ความสามารถในการคิดและการใช้เหตุผลของผู้เรียน
ด้านความดี : เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ มีเหตุมีผล เคารพกฎ กติกา มีระเบียบวินัย
การวัดผลประเมินผลตามแนวทฤษฎี ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม
ด้านความรู้ : มุ่งวัดความเป็นเลิศทางวิชาการทางสมองควบคู่ไปกับทักษะการปฏิบัติ
ด้านความดี : เป็นการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในทุก ๆ ด้านให้รู้จักคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น
การวัดผลและประเมินผลตามแนวทฤษฎีปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม
ด้านความรู้ : มุ่งวัดผลการเรียนทั้งวิชาความรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม
ด้านความดี : เป็นการปลูกจิตสำนึกให้ผู้เรียนเกิดแนวคิดสร้างสรรค์ มีทัศนคติที่ดีต่อสังคม
บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการวัดและประเมินผลการศึกษา
ศาสตราจารย์ ดร.ชวาล แพรัตกุล ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการวัดผลของไทย ได้ให้ปรัชญาของการวัดและประเมินผลการศึกษา ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในวงการศึกษาไว้ว่า “ทดสอบเพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของมนุษย์ ”
อัลเฟรดบิเนต์ (Alfred Bine) แพทย์ชาวฝรั่งเศส เชื่อว่าการวัดเชาวน์ปัญญาต้องคำนึงถึงความสามารถทางสมองด้านต่าง ๆ เช่น ความจำความเข้าใจ ต่อมาในปีค.ศ. 1904 บิเนต์ ได้สร้างเครื่องมือสำหรับแยกเด็กที่มีความบกพร่องทางสมองออกจากเด็กปกติ ค.ศ. 1905 บิเนต์และซิมองต์ ได้ร่วมกันสร้างแบบทดสอบวัดเชาวน์ปัญญา ฉบับแรกของโลก ให้ชื่อว่า Binet – Simon Scale แบบทดสอบประกอบด้วยคำถามสั้น ๆ 30 ข้อ ได้ทดลองกับเด็กอายุ 3 – 11 ปี ปี ค.ศ.1908 บิเนต์ได้ปรับปรุงแบบทดสอบใหม่ แบ่งคำถามออกเป็นหมวดหมู่ตามระดับอายุของผู้สอบ ทำให้เกิดมาตรการวัดอายุสมอง ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา
ความสำคัญปรัชญาการประยุกต์ที่นำมาใช้ในการวัดและประเมินผล
1. เป็นเครื่องมือสำหรับนำไปอธิบายปัญหาการเรียนการสอนอย่างมีเหตุผล
2. เป็นแนวทางในการตัดสินคุณค่าผลการเรียนของผู้เรียนเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียว
3. ปรัชญาจะช่วยให้เห็นว่าเป้าหมายทางการศึกษาได้อย่างชัดเจน
4. สามารถนำผลจากการประเมินไปพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
5. ปรัชญาสามารถเป็นแนวทางในการเลือกการศึกษา
6. เป็นกรอบในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์
ประเภทของการวัดและประเมินผลทางการศึกษา
แบ่งตามจุดประสงค์ของการประเมิน
– การประเมินก่อนเรียน (Basic Evaluation)
– การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Evaluation)
– การประเมินเพื่อตัดสิน (Summative Evaluation)
แบ่งตามผู้ประเมิน
– การประเมินตนเอง (Self Assessment) หรือการประเมินภายใน (Internal Evaluation)
– การประเมินโดยผู้อื่นหรือการประเมินภายนอก (External Evaluation)
เครื่องมือในการวัดและการประเมินผลทางการศึกษา
1. แบบสำรวจรายการ (Checklist)
2. การสังเกต (Observation)
3. การทดสอบ (Testing)
4. มาตรประมาณค่า (Rating Scale)
5. การจดบันทึก (Records)
6. การสัมภาษณ์ (Interview)
7. แบบสอบถาม (Questionaire)
8. การสร้างจินตนาการ (Projrctive Technique)
9. สังคมมิติ (Sociometry)
ประโยชน์ของการวัดและประเมินผลการศึกษา
1. ประโยชน์ในแง่ของผู้เรียน ผลการสอบทำให้ผู้เรียนรู้จุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของตนเองที่ควรปรับปรุงแก้ไข สามารถนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์หรือกลุ่มเพื่อบอกความสามารถของผู้เรียน
2. ประโยชน์ในแง่ของผู้สอน ผู้สอนสามารถได้ข้อมูลย้อนกลับในแง่ของการจัดการเรียนการสอนบางตอนที่ควรต้องปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากนักเรียนส่วนมากยังไม่เข้าใจ หรืออาจพบความผิดพลาดบางประการที่ควรปรับปรุงทั้งในด้านอุปกรณ์ แบบฝึกหัด และวิธีสอน หรือเรื่องมือวัด
3. ประโยชน์ในแง่ของการบริหาร ผู้บริหารสามารถใช้ผลการสอบวัดเพื่อวางแผนการจัดการศึกษาในภาพรวมของสถานศึกษา
4. ประโยชน์ในแง่ของการประเมินผลโครงการหรืองานวิจัย การสอบวัดนอกจากจะให้ข้อมูลย้อนกลับสำหรับการเรียนการสอนแล้ว การสอบวัดในโครงการ หรือเพื่องานวิจัย จะสามารถใช้ข้อมูลเพื่อการบ่งชี้ความสำเร็จของโครงการหรืองานวิจัยนั้น ๆ
5. ประโยชน์ในงานแนะแนว การสอบวัดที่ได้มาตรฐาน จะเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับการแนะแนวและการบริหาร สามารถบอกได้ว่าผู้เรียนควรเรียนต่อหรือทำงานได้
บทที่9 ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
ความหมายของการจัดการเรียนรู้
การเรียนรู้ (Learning) หมายถึง กระบวนการที่บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการพัฒนาความคิดและความสามารถโดยอาศัยประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน และสิ่งแวดล้อม
การสอน (teaching) หมายถึง การถ่ายทอดเนื้อหาวิชาหรือเป็นวิธีการหลากหลายที่ครูนำมาใช้เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ตามศักยภาพของ
ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้จัดการเรียนการสอน
ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม (Essentialism)
สารัตถนิยมตามแนวจิตนิยม มีความเชื่อว่า การศึกษาคือเครื่องมือในการสืบทอดมรดกทางสังคมซึ่งก็คือวัฒนธรรมและอุดมการณ์ทั้งหลายอันเป็นแก่นสาระสำคัญ (essence) ของสังคมให้ดำรงอยู่ต่อ ๆ ไป การจัดการเรียนการสอน:จะเน้นบทบาท ของครูในการถ่ายทอดความรู้และสาระต่าง ๆ รวมทั้งคุณธรรมและค่านิยมที่สังคมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีงามแก่ผู้เรียนผู้เรียนในฐานะผู้รับสืบทอดมรดกทางสังคมก็จะต้องอยู่เป็นระเบียบวินัยและพยายามเรียนรู้สิ่งที่ครูถ่ายทอดให้อย่างตั้งใจ
ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม (Perenialism)
สัจวิทยานิยม มีความเชื่อว่า นักเรียน คือ ดวงวิญญาณที่มีเหตุผล ครูคือดวงวิญญาณที่มีลักษณะของการเป็นผู้นำ และนักวิชาการ การจัดการเรียนการสอน : จะมุ่งเน้นการสอนให้ผู้เรียนจดจำ ใช้เหตุผล และตั้งใจกระทำสิ่งต่าง ๆ
ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism)
จอนห์น ดิวอี้ (John Dewey) หันมาเน้นใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตัวผู้เรียนโดยเน้นว่าผู้เรียนควรเข้าใจและตระหนักในตนเอง (Self-realization)
ปรัชญาการศึกษาบูรณาการนิยม (Reconstructionism)
ปรัชญาสาขานี้มีความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับผู้เรียน ครู หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน ตลอดทั้งลักษณะของการจัดการศึกษา เหมือนกับปรัชญาการศึกษาสาขาพิพัฒนาการนิยมเว้นแต่ในเป้าหมายของสังคมเท่านั้นที่แตกต่างกัน
ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม
ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม มีหลักการที่สำคัญว่า ในการเรียนรู้ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้กระทำ (active) และสร้างความรู้ มีรากฐานมาจาก 2 แหล่ง คือจากทฤษฎีพัฒนาการของพีอาเจต์ และวิก็อทสกี้ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา บันดูรามีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบและเนื่องจากมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ (interact) กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวอยู่เสมอ บันดูราอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมในสังคม ซึ่งทั้งผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน
ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา
1. บันดูราได้ให้ความสำคัญของ การปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม และถือว่าการเรียนรู้ก็เป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม โดยผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน
2. บันดูรา ได้ให้ความแตกต่าง ของการเรียนรู้ (Learning) และการกระทำ (Performance) ว่าความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะคนอาจจะเรียนรู้อะไรหลายอย่างแต่ไม่กระทำ
การประยุกต์ในด้านการเรียนการสอน
1.ตั้งวัตถุประสงค์ที่จะทำให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมหรือเขียนวัตถุประสงค์เป็นเชิงพฤติกรรม
2.ผู้สอนแสดงตัวอย่างของการกระทำหลาย ๆ ตัวอย่าง
3.ผู้สอนให้คำอธิบายควบคู่ไปกับการให้ตัวอย่างแต่ละครั้ง
4.ชี้แนะขั้นตอนการเรียนรู้โดยการสังเกตแก่นักเรียน
5.จัดให้นักเรียนมีโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบ
6.ให้แรงเสริมแก่นักเรียนที่สามารถเลียนแบบได้ถูกต้อง
การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการเรียนการสอน
การจัดการที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือพอประมาณกับศักยภาพ ของผู้เรียนที่อยู่ในระดับชั้นต่าง ๆ พอประมาณกับภูมิสังคมของโรงเรียนและชุมชนที่ตั้งหลังจากนั้นต้องมีการค้นหาตัวอย่างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้มีตัวอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างความเข้าใจความหมายของหลักเศรษฐกิจและวิธีการที่จะนำไปใช้ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แล้วส่งเสริมให้บูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเหล่านี้เข้าไปในการเรียนรู้สาระต่าง ๆ ทุกสาระเรียนรู้
นักปรัชญาการศึกษา : ความเชื่อ
ปรัชญาการศึกษาตะวันตก
1.ปรัชญาแบบดึกดำบรรพ์ เป็นความเชื่อของคนยุคโบราณ ซึ่งตอบคำถามว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความรู้ที่ถูกต้องและอะไรคือความดีความงามโดยอาศัยการเดาและการเชื่อมโยงกับสิ่งเร้นลับ หรือเทพเจ้า
2. ปรัชญาที่เป็นระบบ ความรู้และวิทยาการ รวมอยู่ด้วยกัน และเรียกรวมกันว่า “ปรัชญา” วิธีคิดอาศัยหลักตรรกวิทยา คือ คิดตามหลักเหตุผล แบบนิรนัย (deduction) ด้วยวิธีการที่เป็นระบบ ได้แก่
(1) ทบทวนใหม่
(2) วิเคราะห์
(3) วิจารณ์
(4) ประเมินค่า
3.ปรัชญาสมัยใหม่ เชื่อว่าประสบการณ์ทางผัสสะ เป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความจริง อาศัยวิธีการเชิงประจักษ์ (emperical method)เพื่อค้นหาความจริงวิทยาศาสตร์แยกออกจากปรัชญา และขยายขอบเขตของปรัชญา ไปศึกษาเรื่องธรรมชาติของมนุษย์
ปรัชญาการศึกษาตะวันออก
ปรัชญาตะวันออกอาศัยความตรัสรู้ของคนใดคนหนึ่งเป็นฐานแล้วขยายต่อออกไปตามเหตุผลหรือความสามารถทางสติปัญญาของนักคิดหรือผู้อธิบายแต่ละคน
“คำนิยามของปรัชญาตะวันออก คือ พฤติการณ์ตามหลักเหตุผลอันมีความตรัสรู้เป็นบรรทัดฐาน”
ความสำคัญของปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
การนำปรัชญาประยุกต์ที่มาใช้ในการจัดการเรียนเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักการเรียนตั้งใจเรียนและเกิดการเรียนรู้ขึ้นเพิ่มมากขึ้นการเรียนของผู้เรียนจะไปสู่จุดหมายปลายทาง คือ ความสําเร็จในชีวิต หรือไม่เพียงใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการจัดการเรียนรู้ที่ดีของผู้สอน ด้วยเช่นกัน หากผู้สอนรู้จักเลือกใช้วิธีการนำปรัชญาประยุกต์มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่ดี และเหมาะสม